เอาเงินออกจากบริษัทอย่างถูกต้อง: เงินเดือน เงินปันผล หรือกู้ยืมกรรมการ

ตอนเป็นบุคคลธรรมดา เงินในบัญชีคือเงินของคุณ หยิบใช้ได้ทันที แต่วันที่จดบริษัท บริษัทกลายเป็น "คนอีกคน" ตามกฎหมาย เงินในบัญชีบริษัทเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของคุณ การโอนออกมาใช้โดยไม่มีเหตุผลทางบัญชี คือจุดเริ่มต้นของปัญหาที่เราเห็นบ่อยที่สุดในบริษัทปีแรก
3 วิธีเอาเงินออกอย่างถูกต้อง
| วิธี | บริษัทหักเป็นค่าใช้จ่ายได้? | คุณเสียภาษีอะไร | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| เงินเดือน / ค่าตอบแทนกรรมการ | ได้ (ลดกำไรที่ต้องเสียภาษี) | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า | รายได้ประจำทุกเดือน |
| เงินปันผล | ไม่ได้ (จ่ายจากกำไรหลังภาษี) | หัก ณ ที่จ่าย 10% แล้วเลือกจบได้ | แบ่งกำไรสิ้นปี |
| คืนเงินกู้ที่กรรมการเคยให้บริษัทยืม | ไม่เกี่ยว (ไม่ใช่รายได้) | ไม่เสีย (เป็นเงินของคุณอยู่แล้ว) | ช่วงแรกที่ควักเงินส่วนตัวมาลงทุน |
วิธีที่ 1: เงินเดือนกรรมการ
กรรมการรับเงินเดือนจากบริษัทได้เหมือนพนักงาน บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่าย ยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน และคุณเสียภาษีบุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า ข้อดีคือได้เงินสม่ำเสมอ และถ้าตั้งเงินเดือนพอดี อาจไม่เสียภาษีเลย
เงินเดือนเท่าไหร่ถึงไม่เสียภาษี
เงินได้จากเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี
| เงินเดือน/เดือน | รายได้/ปี | หักค่าใช้จ่าย | หักลดหย่อนส่วนตัว | เงินได้สุทธิ | ภาษี/ปี |
|---|---|---|---|---|---|
| 25,000 | 300,000 | 100,000 | 60,000 | 140,000 | 0 |
| 30,000 | 360,000 | 100,000 | 60,000 | 200,000 | 2,500 |
| 50,000 | 600,000 | 100,000 | 60,000 | 440,000 | 21,500 |
| 100,000 | 1,200,000 | 100,000 | 60,000 | 1,040,000 | 125,000 |
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าลดหย่อนอื่น (ประกันชีวิต กองทุน คู่สมรส บุตร) ซึ่งทำให้ยอดปลอดภาษีสูงขึ้นอีก คนที่มีลดหย่อนครบมักตั้งเงินเดือนได้ถึง 30,000–40,000 บาทโดยไม่เสียภาษี
เรื่องประกันสังคม
กรรมการผู้มีอำนาจลงนามที่เป็นเจ้าของกิจการ ตามแนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมถือเป็น "นายจ้าง" ไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (ถ้าต้องการสิทธิ์ สมัครมาตรา 39 หรือ 40 เองได้)
วิธีที่ 2: เงินปันผล
เงินปันผลคือการแบ่งกำไรหลังหักภาษีนิติบุคคลแล้วให้ผู้ถือหุ้น จ่ายได้เมื่อบริษัทมีกำไรสะสม และผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (หรือมติกรรมการสำหรับปันผลระหว่างกาล) ตอนจ่ายบริษัทหัก ณ ที่จ่าย 10% แล้วผู้รับเลือกได้ว่าจะ "จบ" ที่ 10% นั้น หรือนำมารวมคำนวณภาษีปลายปีแล้วขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน
- ต้องจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมายอย่างน้อย 5% ของกำไรทุกครั้งที่จ่ายปันผล จนกว่าทุนสำรองจะครบ 10% ของทุนจดทะเบียน
- จ่ายปันผลทั้งที่บริษัทขาดทุนสะสม ทำไม่ได้ กรรมการต้องรับผิด
- ปันผลเหมาะกับกรณีกำไรบริษัทอยู่ในช่วงภาษี 0–15% (SME กำไรไม่เกิน 3 ล้าน) เพราะภาษีรวมทั้งสองชั้นยังต่ำกว่าการรับเป็นเงินเดือนก้อนใหญ่
วิธีที่ 3: คืนเงินกู้ยืมจากกรรมการ
บริษัทเปิดใหม่ส่วนใหญ่ เจ้าของควักเงินส่วนตัวมาจ่ายค่ามัดจำ ค่าตกแต่ง ค่าของ ก่อนที่บริษัทจะมีรายได้ เงินเหล่านี้ถ้าบันทึกเป็น "เงินกู้ยืมจากกรรมการ" พร้อมสัญญากู้ บริษัทจะโอนคืนให้คุณได้ทุกเมื่อโดยไม่มีภาษี เพราะเป็นการคืนเงินต้น ไม่ใช่รายได้ของคุณ
สิ่งที่ต้องมีคือสัญญากู้ยืมระบุจำนวน วันที่ และเงื่อนไข (คิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้) และหลักฐานว่าเงินนั้นถูกใช้เพื่อกิจการจริง เช่น ใบเสร็จค่าตกแต่งในนามบริษัท
สิ่งที่ห้ามทำ: โอนออกโดยไม่มีที่มา
เมื่อเจ้าของโอนเงินจากบัญชีบริษัทไปบัญชีตัวเองโดยไม่มีเอกสารรองรับ ผู้ทำบัญชีไม่มีทางเลือกนอกจากบันทึกเป็น "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" หรือที่เรียกกันว่าลูกหนี้กรรมการ นี่คือรายการที่อันตรายที่สุดในงบการเงิน SME
- สรรพากรคิดดอกเบี้ยให้ — กฎหมายถือว่าบริษัทต้องคิดดอกเบี้ยตามราคาตลาดจากเงินที่ให้กรรมการกู้ แม้จริงๆ ไม่ได้คิด ดอกเบี้ยนั้นกลายเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล และอาจต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% อีกชั้น
- ยอดพอกทุกปี — ถ้าไม่เคลียร์ ลูกหนี้กรรมการจะสะสมจากหลักแสนเป็นหลักล้านภายในไม่กี่ปี และผู้สอบบัญชีต้องเปิดเผยในหมายเหตุงบการเงิน
- ธนาคารไม่ชอบ — ตอนขอสินเชื่อ ธนาคารมองลูกหนี้กรรมการก้อนใหญ่ว่าเจ้าของดูดเงินออกจากบริษัท ความน่าเชื่อถือลดทันที
- เป็นเป้าตรวจสอบ — สรรพากรมองว่านี่คือเงินเดือนหรือปันผลที่ซ่อนไว้เพื่อเลี่ยงภาษี
ถ้ามีลูกหนี้กรรมการอยู่แล้ว แก้อย่างไร
- คืนเงิน — โอนกลับเข้าบัญชีบริษัท เป็นวิธีที่สะอาดที่สุด
- จ่ายปันผลแล้วหักกลบ — ถ้าบริษัทมีกำไรสะสม ให้ประชุมมีมติจ่ายปันผล หัก ณ ที่จ่าย 10% แล้วนำปันผลมาหักกลบกับยอดลูกหนี้
- จ่ายโบนัสกรรมการ — บันทึกเป็นค่าตอบแทน เสียภาษีบุคคลธรรมดา แล้วหักกลบ เหมาะเมื่อยอดไม่ใหญ่มาก
- ทำสัญญากู้ให้ถูกต้อง — ถ้าจำเป็นต้องกู้จริง ทำสัญญา คิดดอกเบี้ยตามราคาตลาด และมีแผนผ่อนคืนชัดเจน
สรุป: วางแผนตั้งแต่เดือนแรก
แยกบัญชีธนาคารบริษัทออกจากบัญชีส่วนตัวเด็ดขาด ตั้งเงินเดือนกรรมการในระดับที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนตัวรายเดือน (25,000–40,000 บาทมักปลอดภาษี) และเก็บกำไรส่วนที่เหลือไว้จ่ายปันผลตอนสิ้นปี ถ้าเคยควักเงินส่วนตัวมาลงทุน ให้ทำสัญญากู้ยืมจากกรรมการไว้ตั้งแต่ต้น ทำแบบนี้แล้วงบการเงินจะสะอาด ธนาคารเชื่อถือ และไม่มีอะไรให้สรรพากรถาม
คำถามที่พบบ่อย
กรรมการรับเงินเดือนแล้ว รับปันผลด้วยได้ไหม+
ได้ ทั้งสองอย่างเป็นคนละสถานะ เงินเดือนคือค่าตอบแทนการทำงาน เงินปันผลคือผลตอบแทนในฐานะผู้ถือหุ้น หลายบริษัทใช้ทั้งสองแบบร่วมกันเพื่อให้ภาษีรวมต่ำที่สุด
ใช้บัตรเครดิตส่วนตัวจ่ายค่าใช้จ่ายบริษัท แล้วเบิกคืน ทำได้ไหม+
ได้ ให้ทำใบเบิกค่าใช้จ่าย (expense claim) แนบใบเสร็จที่ออกในนามบริษัท บริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายและตั้งเจ้าหนี้กรรมการ แล้วโอนคืนให้ การโอนคืนนั้นไม่ใช่รายได้ของคุณ
ลูกหนี้กรรมการหลักแสน ต้องรีบเคลียร์ก่อนปิดงบไหม+
ควร เพราะยอดคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบจะปรากฏในงบการเงินที่ยื่นกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสรรพากร และดอกเบี้ยที่สรรพากรประเมินคิดจากยอดคงค้างตลอดปี ยิ่งเคลียร์เร็วยิ่งเสียน้อย
บริการที่เกี่ยวข้อง
ให้ IC ตรวจงบก่อนปิดปี เคลียร์ลูกหนี้กรรมการให้ทัน
เราตรวจงบการเงินระหว่างปีให้เห็นรายการที่จะเป็นปัญหาก่อนถึงวันปิดรอบ พร้อมวางโครงสร้างเงินเดือน–ปันผลให้ภาษีรวมต่ำที่สุดอย่างถูกกฎหมาย
ทีมงาน IC ACC
ทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีของ IC Accounting & Service พร้อมให้คำปรึกษาและแบ่งปันความรู้เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจคุณอย่างมั่นคง


